365WECARE

โรคเก๊าท์ ความเจ็บปวดที่เลี่ยงได้

   เก๊าท์ (Gout) ถือได้ว่าเป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในเพศชาย ผู้ป่วยจะมีอาการปวดที่ข้ออย่างฉับพลัน รวมถึงยังมีอาการข้อแข็ง และบวม ซึ่งมักจะเป็นที่นิ้วหัวแม่เท้า ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาการของโรคเก๊าท์ก็จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และอาจเป็นอันตรายต่อข้อต่อ เส้นเอ็นและเนื้อเยื่ออื่นๆได้

   โรคเก๊าท์ เกิดจากร่างกายมีกรดยูริกในเลือดสูงกว่าปกติ และมีการสะสมกรดยูริกเป็นระยะเวลาที่ยาวนานหลายปี จึงทำให้กรดยูริกตกตะกอน สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย ถ้าสะสมมากที่ข้อต่อ ก็จะเกิดอาการข้อต่ออักเสบและปวดแดงร้อนบริเวณข้อต่อ ถ้ากรดยูริกสะสมอยู่ตามผิวหนังมาก จะส่งผลให้เกิดปุ่มนูนขึ้นตามผิวหนัง ถ้ากรดยูริกสะสมที่ไตมาก ก็จะเกิดเป็นโรคนิ่วในไตและเกิดอาการไตเสื่อม เป็นต้น

กรดยูริก..คืออะไร

   กรดยูริก เป็นสารที่เกิดจากร่างกายของเราสามารถสร้างขึ้นได้เองถึง 80% ในร่างกาย ส่วนอีก 20% ที่เหลือ จะนำเข้ามาจากการรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนเข้าไป โดยสารพิวรีนสามารถพบได้ในอาหารจำพวก สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ พืชผักบางชนิด และอาหารทะเลบางอย่าง

อาการของโรคเก๊าท์ 

   โรคเก๊าท์ในระยะเริ่มแรก คือ มีอาการปวดแดงอย่างเฉียบพลัน โดยในช่วงวันแรกจะเป็นช่วงที่ปวดมากที่สุด และไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า จุดที่จะแสดงอาการก่อนส่วนอื่นๆของร่างกาย ได้แก่ นิ้วโป้งเท้า ข้อเท้า และข้อเข่า หลังจากเวลาผ่านไปในวันที่สองอาการปวดก็จะเบาบางลงและหายปวดใน 5 - 7 วันหลังเกิดอาการ โดยสถิติแล้วพบว่า เพศชายมีโอกาสเป็นโรคเก๊าท์มากกว่าเพศหญิง

   อาการที่เด่นชัดของโรคเก๊าท์ คือ โพดากร้า (podagral) ซึ่งจะมีอาการอักเสบของข้อที่นิ้วหัวแม่เท้า ผู้ป่วยจะรู้สึกปวด รวมถึงสังเกตได้ว่าข้อเท้ามีอาการบวมแดงและร้อน อาการปวดมักจะเริ่มต้นในช่วงกลางคืน ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดอาจเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 1 ชั่วโมง

ปัจจัยที่กระตุ้นให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงจนตกตะกอนเป็นผลึก ได้แก่

การรับประทานอาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตส

 อาการเจ็บป่วยที่มีผลต่อการสร้างเซลล์เพิ่มขึ้น เช่น โรคมะเร็ง โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลูคีเมีย) โรคสะเก็ดเงิน

 อาการเจ็บป่วยที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างกรดยูริกขึ้นมามากกว่าปกติ ขณะเดียวกันก็ลดความสามารถในการกำจัดกรดยูริกออกจากร่างกาย เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไต

 การใช้ยาบางชนิด ที่ส่งผลให้ไตขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะได้น้อยลง

   ถ้าหากในร่างกายมีกรดยูริกมากเกินไป ตามปกติแล้วร่างกายของคนเราจะขับกรดยูริกที่เกินความจำเป็นออกไปได้ทางปัสสาวะ แต่ในร่างกายของบางคนไม่สามารถขับกรดยูริกออกไปได้หมด จึงเกิดกรดยูริกสะสมในร่างกาย โดยเฉพาะในบริเวณของกระดูก ผนังหลอดเลือด และไตที่เป็นตัวฟอกเลือดและขับกรดยูริกไปทางปัสสวะ ดังนั้น การขับกรดยูริกออกไปไม่หมดจนตกตะกอนมากๆ จึงกลายเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคเก๊าท์

การป้องกันและดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเก๊าท์ 

   การป้องกันโรคเก๊าท์ที่สามารถทำได้ คือ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคด้วยการไม่รับประทานอาหารที่มีกรดยูริกสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่วนการดูแลตัวเองของผู้ป่วย ได้แก่

พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางตามนัดทุกครั้ง และรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

 หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น เนื้อสัตว์โดยเฉพาะสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ อาหารทะเลบางชนิด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเน้นรับประทานโปรตีนจากผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันต่ำ ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรศึกษาอย่างละเอียดว่าอาหารชนิดใดควรหรือไม่ควรรับประทาน หลีกเลี่ยงฟรุกโตสซึ่งพบมากในน้ำอัดลม

 ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิดภาวะน้ำหนักเกิน และไม่ควรลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว เพราะอาจเป็นการเพิ่มระดับของกรดยูริกได้

 ดื่มน้ำให้มากเพื่อขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ

 หากมีอาการปวดเฉียบพลันให้พักการใช้ข้อที่อับเสบ แล้วใช้วิธีประคบเย็นช่วยบรรเทาอาการ

การรักษาระยะยาวเพื่อป้องกันการอักเสบซ้ำ

การป้องกันการเกิดข้ออักเสบซ้ำ ภายหลังจากข้ออักเสบหายแล้วถ้าผู้ป่วยมีข้ออักเสบเป็นซ้ำ อีกหลายครั้งใน 1 ปีจะแนะนำให้ทานยาโคลชิซินป้องกันโดยให้ขนาด 0.6-1.2 มิลลิกรัม / วัน จนกว่าตรวจไม่พบตุ่มโทฟัส ระดับกรดยูริกในเลือดลงต่ำกว่า 4-5 มิลลิกรัม / เดซิลิตร และไม่มีข้ออักเสบเลยอย่างน้อย 3-6 เดือน 

การรักษาภาวะกรดยูริกในเลือดสูง โดยมีเป้าหมายเพื่อไปละลายกรดยูริกหรือผลึกยูเรตที่อยู่ในข้อ, รอบๆข้อ, ตามตุ่มโทฟัส หรือตามเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น ที่ไต โดยใช้ยาลดกรดยูริกในเลือดซึ่งขณะนี้มี 2 กลุ่มใหญ่ได้แก่ยาเพิ่มการขับกรดยูริกทางไต และยาลดการสร้างกรดยูริก ซึ่งแพทย์จะพิจารณาใช้ยาชนิดใดนั้นขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละราย ผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาเป็นระยะเวลาหลายปี มีการตรวจเลือดเช็คระดับกรดยูริกในเลือดเป็นระยะ โดยเป้าหมายจะต้องให้ระดับกรดยูริกในเลือดต่ำกว่า 5.0-6.0 มิลลิกรัม / เดซิลิตร

คำแนะนำอื่นๆ โรคเก๊าท์มักสัมพันธ์กับการมีโรคร่วมอื่น ได้แก่ ภาวะไขมันสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคอ้วน ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องรับการตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาโรคร่วมด้วยเสมอ ต้องลดน้ำหนักและควบคุมน้ำหนักตัว ดื่มน้ำพอสมควร งดการดื่มแอลกอฮอล์ สำหรับอาหารนั้นผู้ป่วยโรคเก๊าท์ไม่จำป็นต้องจำกัดอาหารประเภทสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ หรือยอดผัก เพราะอาหารประเภทดังกล่าวมีผลทำให้เกิดข้ออักเสบได้น้อย ยกเว้นต้องจำกัดอาหารเพื่อควบคุมความดันโลหิต หรือไขมันเป็นต้น นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ควรจะต้องได้รับการประเมินการทำงานของไตและนิ่วของทางเดินปัสสาวะเสมอ

เอกสารอ้างอิง

• Rakel, David. Integrative Medicine E-Book. Elsevier Health Sciences. Kindle Edition.

• HD สุขภาพเริ่มต้นที่นี่. โรคเกาท์เกิดได้อย่างไร อาหารอะไรที่ควรงด. available online : https://www.honestdocs.co/gout-cause-and-prevention

• Bumrungrad International Hospital. โรคเก๊าท์ (Gout). available online : https://www.bumrungrad.com/th/conditions/gout

• อ.นพ.สมบูรณ์ อินทลาภาพร. เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยลัยมหิดล. โรคเก๊าท์ (Gout). available online : https://www.si.mahidol.ac.th/project/geriatrics/knowledge_article/knowledge_healthy_8_006.html

โรคเก๊าท์ห้ามกินอะไร

การควบคุมอาหารเป็นส่วนสำคัญของการดูแลผู้ป่วยโรคเก๊าท์ โดยควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดอาหารต่อไปนี้

  • เครื่องในสัตว์

  • อาหารทะเลบางชนิด

  • เนื้อสัตว์ในปริมาณมาก โดยเฉพาะบางประเภท

  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  • เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตสสูง เช่น น้ำอัดลม

แนวทางที่เหมาะสม ได้แก่

  • เลือกโปรตีนจากผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ

  • ศึกษารายละเอียดอาหารที่ควรจำกัดตามคำแนะนำแพทย์

  • ควบคุมน้ำหนักอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว

โรคเก๊าท์เกิดจากอะไร

โรคเก๊าท์เกิดจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) ซึ่งอาจเกิดจาก

  • ร่างกายสร้างกรดยูริกมากกว่าปกติ
  • ไตขับกรดยูริกออกได้น้อย
  • การรับประทานอาหารพิวรีนสูงเป็นเวลานาน
  • การมีโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน หรือโรคไต

เมื่อกรดยูริกสะสมต่อเนื่องหลายปี จะตกตะกอนเป็นผลึกยูเรตในข้อและเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดการอักเสบและปวดเฉียบพลัน

โรคเก๊าท์รักษาหายไหม

โรคเก๊าท์เป็นภาวะเรื้อรังที่สามารถควบคุมได้ หากได้รับการดูแลต่อเนื่อง เป้าหมายของการรักษา ได้แก่

ป้องกันการอักเสบซ้ำ

ในผู้ที่มีอาการกำเริบบ่อย อาจพิจารณาใช้ยาโคลชิซินขนาด 0.6–1.2 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อลดโอกาสการอักเสบซ้ำ โดยติดตามจนระดับกรดยูริกต่ำกว่า 4–5 มก./ดล. และไม่มีข้ออักเสบอย่างน้อย 3–6 เดือน

ควบคุมระดับกรดยูริกในเลือด

มียา 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • ยาเพิ่มการขับกรดยูริกทางไต

  • ยาลดการสร้างกรดยูริก

เป้าหมายคือควบคุมระดับกรดยูริกให้อยู่ต่ำกว่า 5.0–6.0 มก./ดล. และตรวจติดตามผลเลือดเป็นระยะ

โรคเก๊าท์รักษาหายไหม

โรคเก๊าท์เป็นภาวะเรื้อรังที่สามารถควบคุมได้ หากได้รับการดูแลต่อเนื่อง เป้าหมายของการรักษา ได้แก่

ป้องกันการอักเสบซ้ำ

ในผู้ที่มีอาการกำเริบบ่อย อาจพิจารณาใช้ยาโคลชิซินขนาด 0.6–1.2 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อลดโอกาสการอักเสบซ้ำ โดยติดตามจนระดับกรดยูริกต่ำกว่า 4–5 มก./ดล. และไม่มีข้ออักเสบอย่างน้อย 3–6 เดือน

ควบคุมระดับกรดยูริกในเลือด

มียา 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • ยาเพิ่มการขับกรดยูริกทางไต

  • ยาลดการสร้างกรดยูริก

เป้าหมายคือควบคุมระดับกรดยูริกให้อยู่ต่ำกว่า 5.0–6.0 มก./ดล. และตรวจติดตามผลเลือดเป็นระยะ

ดูแลโรคร่วม

โรคเก๊าท์มักสัมพันธ์กับไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคอ้วน จึงควรได้รับการประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม รวมถึงตรวจการทำงานของไตและภาวะนิ่วในทางเดินปัสสาวะ

แม้ไม่สามารถกล่าวได้ว่าหายขาดในทุกกรณี แต่การควบคุมระดับกรดยูริกและปรับพฤติกรรมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง สามารถลดโอกาสการอักเสบซ้ำและภาวะแทรกซ้อนได้

 

 

 

 
 
 
 
 
 
  1. Rakel, David. Integrative Medicine E-Book. Elsevier Health Sciences. Kindle Edition.
  2. โรคเกาท์เกิดได้อย่างไร อาหารอะไรที่ควรงด https://www.honestdocs.co/gout-cause-and-prevention

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

365wecare call365wecare Line365wecare Facebook365wecare Tiktok
วิธีสั่งซื้อสินค้า|เงื่อนไขการคืนสินค้า| ฝ่ายบริการลูกค้า 080-365-3696
ติดตามเราได้ที่  

หน้าหลัก

แบรนด์

shopping_cart
0

ตะกร้าสินค้า

โปรโมชั่น

บทความน่ารู้