รู้จักกับต้อกระจก...
ต้อกระจก เป็นภาวะการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติที่เกิดจากการเสื่อมของโปรตีนซึ่งเป็นองค์ประกอบของเลนส์ตา ทำให้เลนส์ตาขุ่น โดยปกติเลนส์ตาจะมีลักษณะใสทำหน้าที่รวมแสงให้ตกลงบนจอประสาทตาพอดี เมื่อเกิดต้อกระจก จอประสาทตาจะรับแสงได้ไม่เต็มที่ ทำให้สายตาพร่ามัวเหมือนมองผ่านกระจกฝ้า ยิ่งแก้วตาขุ่นมากขึ้น การมองเห็นจะลดน้อยลงตามลำดับ ทั้งนี้ ต้อกระจกจะไม่มีอาการอักเสบหรือเจ็บปวดใดๆ และมักจะพบในผู้สูงอายุ โดยผู้สูงอายุที่เป็นต้อกระจก ในช่วง
อายุระหว่าง 55 - 64 ปี จะพบได้ 40% ส่วนช่วงอายุ 65 - 74 ปี จะพบได้ 50% และอายุมากกว่า 74 ปี พบว่าเป็นต้อกระจกมากกว่า 90%
รู้หรือไม่...?
▶ ต้อกระจก ไม่ใช่โรคติดต่อ จึงไม่ลุกลามจากตาข้างหนึ่งไปอีกตาข้างหนึ่ง ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสองตา แต่รอยโรคและอาการอาจลุกลามมากน้อยไม่เท่ากัน
▶ การใช้สายตามากๆ ไม่ใช่สาเหตุ ของการเกิดต้อกระจก หรือทำให้อาการที่เป็นอยู่ลุกลามมากขึ้น
▶ ต้อกระจกมักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ จนกว่าสายตาของผู้ป่วยจะขุ่นมัวจนมองเห็นไม่ชัด อาจใช้เวลานานหลายเดือน หรือหลายปี โดยทั่วไปต้อกระจกถือว่าเป็นโรคทางตาที่รักษาแล้วได้ผลดีมาก
สาเหตุของต้อกระจก
▶ สูงอายุ คือ สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด แก้วตาจะขุ่นและแข็งตัวเร็วขึ้น
▶ อุบัติเหตุ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดต้อกระจกได้ หากดวงตาได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง โดนของมีคม สารเคมี หรือสารรังสี
▶ โรคตา หรือ โรคทางร่างกายบางโรค เช่น การติดเชื้อ โรคเบาหวาน การรับประทานยาบางชนิด โรคตาบางโรค อาจจะเป็นสาเหตุหรือกระตุ้นให้ต้อกระจกขุ่นเร็วขึ้นได้
▶ กรรมพันธุ์ และความผิดปกติแต่กำเนิด ในกรณีที่พบต้อกระจกในผู้ป่วยที่เยาว์วัย เกิดขึ้นได้จากกรรมพันธุ์ หรือจากการติดเชื้อและการอักเสบตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เช่น มารดาเป็นหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์
อาการของต้อกระจก
▶ สายตามัวเหมือนมีฝ้า หรือหมอกบัง จะมัวเร็วหรือช้า มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับระดับและตำแหน่งของความขุ่นในเนื้อเลนส์แก้วตา หากเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณขอบเลนส์ ผู้ป่วยจะยังคงมองเห็นได้ชัดเจนตามปกติ
▶ ภาพซ้อน สายตาพร่า เกิดจากความขุ่นของเลนส์แก้วตาไม่เท่ากัน การหักเหของแสงไปที่จอประสาทตาจึงไม่รวมเป็นจุดเดียว ในผู้ป่วยบางรายจะมีสายตาสั้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ต้องเปลี่ยนแว่นตาบ่อยๆ บางรายสายตาสั้นขึ้นจนกลับมาอ่านหนังสือได้โดยไม่ต้องใส่แว่น
▶ สู้แสงสว่างไม่ได้ มองเห็นแสงไฟกระจาย โดยเฉพาะขณะขับรถในตอนกลางคืน
▶ มองเห็นสีต่างๆ ผิดเพี้ยน ไปจากเดิม
▶ หากละเลยทิ้งไว้จนต้อกระจกสุกเกินไป อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น โรคต้อหิน การอักเสบภายในตา ซึ่งทำให้เกิดอาการปวดตา ตาแดง และอาจถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้
ปัจจัยส่งเสริมที่ทำให้เกิดโรคต้อกระจกก่อนวัย
▶ การได้รับแสงอัลตราไวโอเลตเข้าตาเป็นเวลานานๆ
▶ โรคเกี่ยวกับตา เช่น ม่านตาอักเสบ ตาติดเชื้อ
▶ โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต่อมไทรอยด์ผิดปกติ
▶ การเกิดอุบัติเหตุที่ดวงตาหรือดวงตาได้รับการกระทบกระเทือนบ่อยๆ
▶ ความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น เด็กแรกเกิดที่มารดาเป็นหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์
▶ การใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์
การรักษาโรคต้อกระจก
โรคต้อกระจกในระยะแรก สามารถบรรเทาได้ด้วยการตัดแว่นสายตาใหม่ สวมแว่นกันแดด หรือการใช้เลนส์ขยาย หรือ ใช้ยาหยอดตา สามารถช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น เมื่อต้อกระจกเริ่มกระทบต่อการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ควรทำการผ่าตัดนำเลนส์แก้วตาที่ขุ่นออกแล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่ ซึ่งวิธีการผ่าตัดที่เป็นที่นิยมที่สุดในปัจจุบันคือ การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง Phacoemulsification ซึ่งเป็นการเจาะรูเล็กๆแล้วใช้เครื่อง ultrasound สลายเลนส์และดูดออก หลังจากเอาเลนส์ที่ขุ่นมัวออกแล้ว แพทย์จะใส่เลนส์เทียมเข้าไปแทนในถุงหุ้มเลนส์เดิม (เลนส์เทียมสามารถใช้งานได้ตลอดชีวิต) แผลผ่าตัดก็มีขนาดเล็กมาก จึงไม่ต้องเย็บแผล ใช้เวลาในการผ่าตัดน้อย
ขั้นตอนการผ่าตัดต้อกระจก
1.ให้ยาระงับความเจ็บปวดด้วยการ ฉีดยาชาเฉพาะที่ หรือเพียงใช้วิธีการหยอดยาชา ทั้งนี้ขึ้นอยู่ดุลยพินิจของแพทย์
2.ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงจะส่งผ่านพลังงานไปยังเครื่องมือซึ่งเป็นท่อเล็ก ๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 มิลลิเมตร ช่วยสลายต้อออก และดูดเอาแก้วตาที่เป็นต้อกระจกที่สลายแล้วออกมาจนหมด
3.สอดแก้วตาเทียมลงไปแทนที่
การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง Phacoemulsification โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที เมื่อเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเรียบร้อย แพทย์จะเฝ้าดูอาการว่าปัญหาแทรกซ้อนใด ๆ หรือไม่
การดูแลตนเองหลังผ่าต้อกระจก
1.หลังจากการผ่าตัด ผู้ป่วยควรนอนพักให้มากที่สุด
2.ควรหลีกเลี่ยงการทำงานหนัก การยกของหนักหรือกระเทือนมาก การออกกำลังกายอย่างหนัก รวมถึงการไอหรือจามแรงๆ
3.ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและใช้ยาต่างๆ ให้ครบถ้วนตามที่แพทย์สั่ง
4.เช็ดหน้าโดยใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดบิดให้แห้งแทนการล้างด้วยน้ำ
5.ห้ามขยี้ตาข้างที่ทำการผ่าตัดเด็ดขาด ผู้ป่วยควรใช้ที่ครอบตาพลาสติกปิดตาเอาไว้
6.สวมแว่นตากันแดดทุกครั้งเมื่อออกไปในที่แสงจ้า
7.ควรไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง จนกว่าแผลจะหายดีและปลอดภัยแล้ว แต่ถ้ามีอาการผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์ทันทีฃ
วิธีป้องกันการเกิดต้อกระจก
● หลีกเลี่ยงการใช้ยาโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะยากลุ่มสเตียรอยด์
● ระวังอย่าให้ดวงตาถูกกระทบกระแทก ควรสวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายต่อดวงตากรณีทำงาน เช่น ผู้ที่ทำงานในโรงงาน
● ควรสวมแว่นกันแดดเพื่อป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต
● พักสายตาเป็นระยะหากต้องใช้สายตาติดต่อกันเป็นเวลานาน
● งดการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์จัด
● นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมง และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่
● การใช้ยาหยอดตาทุกชนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
● ควรตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปควรตรวจเป็นประจำทุกปี
การผ่าตัดต้อกระจก
การผ่าตัดต้อกระจก
การผ่าตัดเป็นวิธีรักษาหลักเมื่ออาการต้อกระจกส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น อ่านหนังสือ ขับรถ หรือทำงานที่ต้องใช้สายตาละเอียด
วิธีที่นิยมในปัจจุบัน
การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Phacoemulsification)
-
เปิดแผลขนาดเล็กบริเวณกระจกตา
-
ใช้คลื่นเสียงสลายเลนส์แก้วตาที่ขุ่น
-
ดูดชิ้นส่วนเลนส์ออก
-
ใส่เลนส์แก้วตาเทียมแทนที่
ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 10–15 นาที แผลมีขนาดเล็ก ไม่ต้องเย็บแผลในส่วนใหญ่ของผู้ป่วย และสามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน
การตัดสินใจผ่าตัดขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการและดุลยพินิจของจักษุแพทย์
เลนส์แก้วตาเทียม
หลังนำเลนส์ที่ขุ่นออก แพทย์จะใส่ เลนส์แก้วตาเทียม (Intraocular Lens: IOL) เข้าไปแทนในถุงหุ้มเลนส์เดิม โดยเลนส์ชนิดนี้สามารถใช้งานได้ตลอดชีวิต
ประเภทของเลนส์แก้วตาเทียม
-
เลนส์โฟกัสระยะเดียว (Monofocal Lens)
เหมาะสำหรับการมองเห็นระยะใดระยะหนึ่ง เช่น ไกลหรือใกล้
-
เลนส์หลายระยะ (Multifocal Lens)
ช่วยให้มองเห็นได้หลายระยะ ลดการพึ่งพาแว่นตา
-
เลนส์แก้สายตาเอียง (Toric Lens)
เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาเอียงร่วมด้วย
การเลือกชนิดของเลนส์ควรพิจารณาร่วมกับแพทย์ โดยคำนึงถึงสภาพดวงตาและลักษณะการใช้ชีวิตของผู้ป่วย
เปรียบเทียบต้อกระจกและต้อหิน
แม้ต้อกระจกและต้อหินจะเป็นโรคทางตาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุเหมือนกัน แต่ทั้งสองโรคมีสาเหตุ กลไกการเกิดโรค อาการ และแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ต้อกระจก
เกิดจากเลนส์แก้วตาขุ่นมัวตามการเสื่อมของอายุหรือปัจจัยอื่น ๆ ทำให้แสงผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยจะมีอาการสายตามัว เหมือนมองผ่านหมอกหรือกระจกฝ้า เห็นแสงกระจาย สู้แสงไม่ได้ หรือมองเห็นสีผิดเพี้ยน โดยทั่วไปไม่มีอาการปวดตา การรักษาหลักคือการผ่าตัดนำเลนส์ที่ขุ่นออกและใส่เลนส์แก้วตาเทียม ซึ่งมักช่วยให้การมองเห็นดีขึ้นอย่างชัดเจน
ต้อหิน
เกิดจากความดันภายในลูกตาสูงผิดปกติ ส่งผลให้เส้นประสาทตาถูกทำลาย ทำให้ลานสายตาแคบลง โดยเฉพาะการมองเห็นด้านข้าง ในระยะแรกอาจไม่มีอาการชัดเจน บางชนิดอาจมีอาการปวดตา ตาแดง คลื่นไส้ หรือปวดศีรษะร่วมด้วย ความเสียหายของเส้นประสาทตาไม่สามารถฟื้นกลับได้ การรักษามุ่งควบคุมความดันตาด้วยยาหยอดตา ยารับประทาน เลเซอร์ หรือการผ่าตัด
สรุปความแตกต่างสำคัญ
-
ต้อกระจกเป็นความขุ่นของเลนส์ตา ส่วนต้อหินเป็นความเสียหายของเส้นประสาทตา
-
ต้อกระจกรักษาแล้วการมองเห็นมักดีขึ้น ส่วนต้อหินไม่สามารถย้อนกลับความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วได้
-
ต้อกระจกมักไม่ปวดตา ขณะที่ต้อหินบางชนิดอาจมีอาการปวดรุนแรง
ดังนั้น การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป มีความสำคัญอย่างยิ่งในการคัดกรองและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น
เอกสารอ้างอิง
• Mahidol University. Lens and Cataract. available online :
https://med.mahidol.ac.th/eye/sites/default/files/public/doc/lens%20and%20cataract.pdf
• Bumrungrad International Hospital. Cataract. available online :
https://www.bumrungrad.com/th/conditions/cataract-eye
• Newell F.W., Ophthalmology Principles and Concept 6th ed. Chapter 19, CV Mosby 1986
• American Academy of Ophthalmology, Basic & Clinical Science Course Section 11 – Cataract &
Lens