365WECARE

ความสำคัญของครีมกันแดดในฐานะเกราะป้องกันผิวที่คุ้มค่าที่สุด

ในยุคปัจจุบัน ครีมกันแดด (Sunscreen) ไม่ใช่เพียงแค่ผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม แต่คือ "ยาสามัญประจำผิว" ที่มีความจำเป็นระดับวิกฤต เนื่องจากสภาพอากาศที่มีความเข้มข้นของรังสียูวีสูงขึ้น รวมถึงแสงจากหลอดไฟและหน้าจออุปกรณ์ดิจิทัลที่อยู่รอบตัวเราตลอด 24 ชั่วโมง การใช้ครีมกันแดดอย่างถูกวิธีจึงเป็นวิธีป้องกันริ้วรอย จุดด่างดำ และมะเร็งผิวหนังที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุดเมื่อเทียบกับการลงทุนในสกินแคร์ประเภทอื่น

เจาะลึกรังสี UV UVA vs UVB ต่างกันอย่างไร

แสงแดดส่งผลเสียต่อผิวผ่านรังสีหลัก 2 ชนิดที่คนรักผิวต้องทำความเข้าใจ UVA (Aging): มีความยาวคลื่นยาว สามารถทะลุผ่านกระจกและเข้าลึกถึงชั้นผิวหนังแท้ เป็นตัวการหลักที่ทำลายคอลลาเจน ทำให้ผิวเหี่ยวหย่น เกิดริ้วรอยก่อนวัย และฝ้ากระฝังลึก . UVB (Burning): มีความยาวคลื่นสั้นกว่า ส่งผลกระทบต่อผิวชั้นนอก ทำให้เกิดอาการผิวไหม้แดด (Sunburn) รอยแดง และผิวหมองคล้ำเฉลยพลัน

SPF และ PA คืออะไร วิธีอ่านค่ากันแดดอย่างมืออาชีพ

นี่คือสิ่งที่คนสับสนและค้นหาข้อมูลมากที่สุดเพื่อให้เลือกซื้อได้ถูกต้อง SPF (Sun Protection Factor): คือค่าที่บอกความสามารถในการป้องกันรังสี "UVB" ตัวเลขที่สูงขึ้นหมายถึงระยะเวลาที่ผิวจะทนต่อแสงแดดได้นานขึ้นก่อนจะไหม้ เช่น SPF 50 หมายถึงป้องกันได้มากกว่าผิวปกติ 50 เท่า . PA (Protection Grade of UVA): คือค่าที่บอกความสามารถในการป้องกันรังสี "UVA" โดยวัดเป็นจำนวนเครื่องหมายบวก (+) ยิ่งมีบวกมาก (สูงสุด PA++++) ยิ่งสะท้อนประสิทธิภาพในการป้องกันริ้วรอยและความเสื่อมของเซลล์ได้ดีขึ้น

ประเภทของครีมกันแดด: Physical vs Chemical ต่างกันอย่างไร

กลไกการปกป้องผิวแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ตามความเหมาะสมของสภาพผิว: . Physical Sunscreen (Sun Block): ใช้สารจากแร่ธาตุธรรมชาติ เช่น Titanium Dioxide ทำหน้าที่เป็น "กระจก" สะท้อนรังสีออกจากผิวทันที ข้อดีคืออ่อนโยนต่อผิวแพ้ง่ายและออกฤทธิ์ได้ทันทีหลังทา . Chemical Sunscreen (Sun Screen): ทำหน้าที่เป็น "ฟองน้ำ" ดูดซับรังสีแล้วเปลี่ยนเป็นความร้อนเพื่อคายออกไป ข้อดีคือเนื้อสัมผัสบางเบา ซึมไว ไม่ทิ้งคราบขาว แต่ต้องทาทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาทีก่อนออกแดด . Hybrid Sunscreen: เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่รวมข้อดีของทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่สวยงามและประสิทธิภาพการกันแดดที่สูงสุด

ภัยเงียบจาก Blue Light และ Infrared ในออฟฟิศ

คนทำงานในร่มมักเข้าใจผิดว่าไม่ต้องทากันแดด แต่ความจริงคือแสงสีฟ้า (Blue Light) จากหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือ รวมถึงรังสีอินฟราเรด (IR) จากความร้อน มีพลังงานเพียงพอที่จะกระตุ้นการสร้างเม็ดสีผิดปกติ ทำให้หน้าหมองคล้ำและเกิดฝ้าได้เช่นเดียวกับแสงแดด กันแดดสูตรทันสมัยจึงมักระบุคุณสมบัติ "Anti-Blue Light" เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง

เทคนิคการทากันแดดให้เห็นผล กฎ 2 ข้อนิ้วที่ต้องจำ

สาเหตุหลักที่ทากันแดดแล้วยังหน้าดำ คือการ "ทาในปริมาณที่น้อยเกินไป" มาตรฐานที่แพทย์ผิวหนังแนะนำคือ: . ปริมาณสำหรับใบหน้า: ต้องใช้ครีมกันแดดปริมาณ 2 ข้อนิ้วมือ หรือขนาดเท่าเหรียญสิบ สำหรับการทาทั่วใบหน้าและลำคอ . การทาซ้ำ: หากต้องอยู่กลางแดดจัดหรือมีเหงื่อออกมาก ควรทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง เพื่อคงระดับการปกป้องให้ต่อเนื่อง . การเลือกสูตร: หากทำกิจกรรมทางน้ำหรือออกกำลังกาย ควรเลือกสูตร "Water Resistant" ที่ผ่านการทดสอบว่าสามารถเกาะผิวได้แม้โดนน้ำ

วิธีเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิวของคุณ

เพื่อให้ทาแล้วสบายผิวและไม่ก่อให้เกิดปัญหาตามมา: . ผิวมันและเป็นสิวง่าย: ควรเลือกเนื้อเจลหรือฟลูอิด (Fluid) ที่ระบุว่า Oil-free และ Non-comedogenic เพื่อป้องกันการอุดตัน . ผิวแห้ง: ควรเลือกเนื้อครีมที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์ เช่น Hyaluronic Acid เพื่อช่วยกักเก็บน้ำขณะเผชิญแดด . ผิวแพ้ง่าย: ควรเลือกสูตร Physical ที่ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์ และพาราเบน

สรุป

ครีมกันแดดคือสกินแคร์ที่สำคัญที่สุดในกิจวัตรประจำวัน การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF 30-50 และ PA+++ ขึ้นไป พร้อมกับการทาในปริมาณที่ถูกต้อง จะช่วยให้คุณประหยัดงบประมาณในการรักษาฝ้าและริ้วรอยในอนาคตได้อย่างมหาศาล การเริ่มป้องกันตั้งแต่วันนี้คือความลับของผิวที่ดูอ่อนเยาว์อย่างยั่งยืนครับ 

 

 

 

แสงแดดมีผลเสียต่อผิวอย่างไร


   แสงแดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรังสียูวีเอ และรังสียูวีบี สามารถทำให้เกิดผิวไหม้, ริ้วรอยก่อนวัย, ความเสียหายต่อดวงตา, ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ, ผื่นแพ้แดด(Photoallergic) และผื่นที่เหมือนกับถูกแดดเผาไหม้( Phototoxic reactions) และแม้แต่โรคมะเร็งผิวหนัง แพทย์และแพทย์ผิวหนังจำนวนมากขึ้น เตือนถึงความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันระหว่างความถี่ของการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง และขอบเขตของความเสียหายของดีเอ็นเอ โดยพบว่ากว่า 90% ของมะเร็งผิวหนังเป็นผลมาจากแสงแดด และเป็นที่ทราบกันดีว่าการรักษาที่ดีที่สุด คือการป้องกันโดยการปกป้องผิวจากแสงแดด

 

คุณสมบัติครีมกันแดดที่ควรรู้

ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดในปัจจุบัน นอกจากจะต้องมีประสิทธิภาพในการปกป้องรังสี UVA/UVB จากแสงแดดได้ดีแล้ว ควรมีคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากคลื่นรังสีและคลื่นแสงจากที่อื่นๆ ด้วย เช่น แสงจากหลอดไฟ จอโทรทัศน์ จอโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้สามารถปล่อยพลังงาน High-energy visible light(HEVIS Light) หรือ แสงสีฟ้า ซึ่งมีอานุภาพในการทำร้ายเซลล์ผิวเทียบเท่ากับรังสี UVA และ UVB สามารถกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระ (Free Radical) และเม็ดสีเมลานิน ต้นตอของการเกิดจุดด่างดำ ฝ้า กระ รวมถึงปัญหาผิวและริ้วรอยอื่นๆ ได้เช่นกัน

เพื่อให้ผิวได้รับการปกป้องและดูแลปัญหาผิวได้เป็นอย่างดี วันนี้เรามีคำแนะนำการเลือกครีมกันแดด สำหรับแต่ละสภาพผิวมาแนะนำ

 

เลือกผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดให้เหมาะกับผิว

  • สำหรับคนผิวมัน : ลองเลือกใช้กันแดดที่เนื้อบางเบา เป็นเนื้อเจลหรือมีส่วนผสมของน้ำมากกว่าน้ำมัน จะทำให้ลดความมันบนใบหน้า และไม่ก่อให้เกิดสิว หรือเป็นครีมกันแดดประเภท Physical ที่มีคุณสมบัติคงตัว ไม่เปลี่ยนแปลงและไม่มีปฏิกิริยากับผิวแพ้ง่ายหรือผิวที่เป็นสิวด้วย
  • สำหรับผิวแพ้ง่ายหรือผิวเป็นสิว : ต้องมองหากันแดดที่ผลิตจากสารสกัดธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี จะเป็นเนื้อเจลหรือโลชั่นก็ได้ ผิวสัมผัสไม่เหนียวเหนอะหนะเกินไป
  • สำหรับผิวแห้ง : ควรเลือกใช้ครีมกันแดดประเภทเนื้อครีม มีความเข้มข้นและชุ่มชื้นขึ้นมาเพื่อช่วยลดการสูญเสียน้ำใต้ผิว ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และมีะเซราไมด์ที่มีคุณสมบัติในการช่วยบำรุงผิวที่แห้งกร้านขาดความชุ่มชื้นได้เป็นอย่างดี

1. ค่า SPF และ PA :


SPF (Sun Protection Factor) หรือค่าความสามารถในการป้องกันรังสี UVB ซึ่งตัวเลขที่ต่อท้ายจะเป็นการบอกค่าจำนวนเท่าของระยะเวลาที่ผิวสามารถทนต่อรังสีได้ โดยหลังจากนั้นถึงจะเกิดอาการแดงหรือผิวไหม้แดด ปัจจุบันในครีมกันแดดมีค่าปกป้องแตกต่างหลายระดับ เพื่อให้สามารถเลือกใช้งานได้ตามแต่สถานการณ์ 

PA (Protection Grade of UVA) คือ ค่าที่แสดงถึงการปกป้องผิวจากรังสี UVA ที่สามารถทำร้ายผิวได้ลึกจนทำให้เกิดปัญหาฝ้า กระ ริ้วรอย และความแก่ก่อนวัย ส่วนเครื่องหมาย + ที่ตามหลังนั้น คือค่าความสามารถในการปกป้องผิว

 

2.ครีมกันแดดที่ให้การปกป้องขั้นกว่า :

ครีมกันแดดทั่วไปมักจะเน้นไปที่การปกป้องรังสี UVA/UVB จากแสงแดดเป็นหลัก แต่เพราะไลฟ์สไตล์แบบชีวิตติดจอของคนยุคใหม่ในปัจจุบัน การเลือกกันแดดที่ดีที่สุดจึงต้องช่วยปกป้องได้มากกว่าและต้องมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการทำร้ายผิวจากแสงแดดและรังสีต่างๆ ได้อีกด้วย 


3.ครีมกันแดดที่ดีที่สุดสำหรับผิวของคุณ :

นอกจากคุณสมบัติที่สำคัญทั้ง 2 ข้อจากที่กล่าวมาแล้วนั้น หัวใจสำคัญอีกข้อคือ เนื้อสัมผัส ควรเลือกครีมกันแดดที่มีเนื้อบางเบา ซึมซาบเร็ว ไม่ทิ้งความมันตกค้าง เกาะติดผิวแต่ไม่ทำให้รู้สึกเหนอะหนะ ไม่หลุดง่ายระหว่างวัน มีส่วนผสมที่อ่อนโยน เหมาะกับสภาพผิวและปัญหาผิวของ

 

ประโยชน์ครีมกันแดด

สารที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวี (Ultraviolet Radiation: UV) โดยช่วยให้ผิวไม่ถูกแสงแดดทำลายจนไหม้หรือเกิดจุดด่างดำต่าง ๆ รวมทั้งลดโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง ส่วนผสมที่อยู่ในครีมกันแดดจะช่วยปกป้องผิวด้วยวิธีต่าง ๆ ทั้งดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลต ปกป้องชั้นผิวที่อยู่ลึก หรือสะท้อนรังสีอัลตราไวโอเลตกลับออกไป ทั้งนี้ ครีมกันแดดมีให้เลือกใช้หลากหลายรูปแบบ ได้แก่ โลชั่น ครีม ขี้ผึ้ง หรือสเปรย์ครีมกันแดดสามารถแบ่งประเภทได้หลายประเภท โดยการจัดครีมกันแดดจะแบ่งออกเป็นประเภทตามกลไกการป้องกันแสงแดด และประเภทตามบริเวณที่ใช้ทา ดังนี้

 

ประเภทตามกลไกการป้องกันแสงแดด 

หากพิจารณากลไกการป้องกันแสงแดด ครีมกันแดดสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ สารกันแดดแบบเคมี และสารกันแดดแบบกายภาพ ดังนี้

  • ʕ·ᴥ·ʔ สารกันแดดแบบเคมี (Chemical Absorbers) ครีมกันแดดประเภทนี้จะปกป้องผิวจากแสงแดด โดยใช้สารเคมีที่มีคุณสมบัติดูดซับแสงแดดที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีบนผิวหนัง สารกันแดดชนิดนี้มีประสิทธิภาพต่างกันไปตามชนิดของสารกรองแสงที่ช่วยป้องกันรังสียูวีเอ (Ultraviolet A) และรังสียูวีบี (Ultraviolet B) ทั้งนี้ สารกันแดดแบบเคมีมักไม่คงทน รวมทั้งก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวได้  
  • ʕ·ᴥ·ʔ สารกันแดดแบบกายภาพ (Physical Blockers) ครีมกันแดดที่ผสมสารกันแดดแบบกายภาพ จะปกป้องผิวจากแสงแดด โดยใช้สารเคมีที่มีคุณสมบัติสะท้อนรังสีจากแสงแดดออกไป สารกันแดดชนิดนี้ป้องกันได้ทั้งรังสียูวีเอและรังสียูวีบี ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมีกับผิวหนัง อย่างไรก็ตาม สารกันแดดแบบกายภาพจะมีเนื้อครีมที่ข้นและเหนียวเหนอะหนะ

 

ประเภทตามบริเวณที่ใช้ทา 


   ครีมกันแดดมีให้เลือกใช้หลากหลายรูปแบบตามความต้องการ ซึ่งอาจแบ่งประเภทตามบริเวณที่ใช้ทาครีมกันแดด โดยทั่วไปแล้ว ครีมกันแดดจะมีทั้งแบบโลชั่น ครีม เจล ขี้ผึ้ง สเปรย์ หรือผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอื่น ๆ ซึ่งมีประโยชน์ใช้สอยและเหมาะกับการใช้ทาเพื่อปกป้องแสงแดดตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนี้

    แบบครีม เหมาะใช้ทาบริเวณใบหน้าและผู้ที่มีผิวแห้ง 

    แบบเจล เหมาะสำหรับทาบริเวณที่มีขน เช่น หนังศีรษะหรือหน้าอกของผู้ชาย

    แบบแท่ง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแบบแท่ง อาจผสมสารกันแดดร่วมด้วย ซึ่งเหมาะใช้ทาบริเวณที่อยู่รอบดวงตา

    แบบสเปรย์ สารกันแดดในรูปแบบสเปรย์อาจนำมาใช้ทากันแดดให้แก่เด็ก เนื่องจากทาได้ง่าย โดยควรทาสารกันแดดเพื่อปกป้องผิวในปริมาณที่เพียงพอ และไม่ควรสูดดมหรือฉีดสเปรย์ใกล้วัตถุไวไฟหรือขณะที่สูบบุหรี่

    นอกจากนี้ ยังมีครีมกันแดดที่ผลิตขึ้นมาสำหรับเด็กหรือผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ รวมทั้งผสมสารป้องกันแสงไว้ในเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่าง ๆ ซึ่งควรใช้ตามวัตถุประสงค์หลักของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ไม่ควรนำมาใช้เพื่อป้องกันแสงแดด

 

 

ผลเสียของการไม่ทาผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด ⚡ 

 

 ผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ

หากโดนแสงแดดมาก ๆ โดยที่ไม่มีครีมกันแดดป้องกันไว้เลย ก็จะทำให้ผิวของเราคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะเมื่อแสงแดดเข้าสู่ผิว แล้วไม่เจอครีมกันแดดป้องกัน ผิวของเราจะทำหน้าที่ปกป้องผิวตัวเอง ด้วยการผลิตเม็ดสีเมลานินเพิ่มขึ้น เลยส่งผลให้ผิวเราคล้ำขึ้นนั่นเอง และอีกหนึ่งผลเสียที่ตามมาก็คือ สีผิวจะไม่สม่ำเสมอกันด้วย

 เพิ่มริ้วรอย ทำให้แก่ก่อนวัย

ริ้วรอยก่อนวัยส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากแสงแดด รวมถึงฝ้า กระ จุดด่างจากอายุ (หรือที่เรียกว่า “Liver spot”), หลอดเลือดดำที่มีลักษณะเหมือนใยแมงมุม (Spider Vein) บนใบหน้า ผิวหยาบ และริ้วรอย ทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงไปถึงการสัมผัสแสงแด

 ผิวไหม้ 

เป็นรูปแบบที่พบมากที่สุดของความเสียหายจากดวงอาทิตย์และส่วนใหญ่เกิดจากรังสียูวีบี มีลักษณะ ผิวสีแดง เจ็บและพุพอง อาการเหล่านี้อาจไม่ปรากฏขึ้นทันที อาจใช้เวลาถึงห้าชั่วโมงจึงปรากฏ ผิวไหม้แดด (Sunburn) สามารถป้องกันได้โดย การใช้ครีมกันแดดทุกวัน และโดยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับดวงอาทิตย์เมื่อรังสียูวีแรง (10:00-4:00) หลักการรักษาการถูกแดดเผาอคือการระบายความร้อนที่ผิวหนังเพื่อบรรเทาอาการปวดและการอักเสบ รวมถึงการใช้ผ้าสักหลาดเย็นประคบบริเวณพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่เย็นปลอบประโลมผิว 'หลังจากสัมผัสแสงจากดวงอาทิตย์

 ฝ้า กระ ถามหา

อัลตราไวโอเลตในแสงแดด เป็นตัวกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนส่งผลให้ผิวคล้ำขึ้น และเกิดฝ้ากระได้ การโดนแดดสะสมเป็นเวลานานๆ โดยไม่มีการป้องกัน อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย

 มะเร็งผิวหนัง

โรคมะเร็งผิวหนังมีแนวโน้มที่จะเกิดกับผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับดวงอาทิตย์ ดังนั้นผิวหน้าเพื่อจึงเป็นบริเวณหนึ่งที่มีความเสี่ยง เกิดเป็นผื่นผิวหนังที่มีลักษณะหยาบเป็นขุย (Actinic keratosis) ซึ่งสามารถที่จะพัฒนาไปเป็นมะเร็งได้ ผื่นผิวหนังที่มีลักษณะหยาบเป็นขุย (Actinic keratoses) เป็นสะเก็ดแห้งของผิว เกิดความเสียหายหลังจากสัมผัสแสงแดด อาจเป็นสีชมพู, สีแดง หรือสีน้ำตาล มีความกว้าง 0.5 ถึง 3 ซม. พบมากที่สุดบนใบหน้า (โดยเฉพาะริมฝีปากจมูกและหน้าผาก), คอแขน และหลังของมือ และในผู้ชายบนขอบของหู และกระโหลกศีรษะล้าน และในผู้หญิงที่ขาใต้เข่า

 

วิธีเลือกซื้อครีมกันแดด 

การเลือกซื้อครีมกันแดดหรือผลิตภัณฑ์ที่ป้องกันแสงแดดอย่างถูกต้อง ทำได้ ดังนี้ 

 ควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า PA ให้เหมาะกับกิจวัตรประจำวันที่อาจส่งผลต่อคุณภาพที่ดีของแต่ละคน

      ค่า PA คือ ค่าระดับความสามารถในการปกป้องผิวจากรังสียูวีเอ (UVA) ระบุค่าความสามารถเป็นจำนวนเครื่องหมายบวก (+) PA + คือ ความสามารถในการปกป้องผิวจากความหมองคล้ำ ได้มากกว่าผิวปกติ 2-4 เท่า PA ++ คือ ความสามารถในการปกป้องผิวจากความหมองคล้ำ ได้มากกว่าผิวปกติ 4-8 เท่า 

   PA+ คือ มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี

   PA++ คือ มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสีได้ปานกลาง ทำงานในที่ร่ม หรือในออฟฟิศ

   PA+++ คือ มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสีได้มาก สามารถทำงานกลางแดดจ้าได้

   PA++++ คือ มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสีได้สูงมาก ทำงานกลางแดดตลอดเวลาได้

เลือกครีมกันแดดที่ปกป้องผิวได้อย่างครอบคลุม (Broad-Spectrum) ซึ่งจะช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวีเอและรังสียูวีบีเนื่องจากครีมกันแดดทุกตัวจะช่วยป้องกันรังสียูวีบี ซึ่งเป็นรังสีที่ทำให้ผิวไหม้และเป็นมะเร็งผิวหนัง ครีมกันแดดหรือผลิตภัณฑ์ป้องกันแดดอื่น ๆ ที่ป้องกันทั้งรังสียูวีเอและยูวีบีจะได้รับการระบุบนฉลากผลิตภัณฑ์ว่า Broad-Spectrum ส่วนครีมกันแดดหรือผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่ไม่ได้รับการระบุดังกล่าวจะป้องกันผิวไหม้ แต่ไม่ครอบคลุมการป้องกันมะเร็งผิวหนังและผิวแก่ก่อนวัย

ควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 หรือมากกว่านั้น โดยค่า SPFจะช่วยบอกระดับการป้องกันผิวจากรังสียูวีบี ครีมกันแดดที่มีค่าดังกล่าวสูงก็จะปกป้องผิวจากแสงแดดได้มาก โดยครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 จะกรองรังสียูวีบีได้ร้อยละ 93 ครีมกันแดดที่มีค่า 30 จะกรองได้ร้อยละ 97 และครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 กรองได้ร้อยละ 98 ส่วนครีมกันแดดที่มีค่า SPFต่ำกว่า 15 สามารถป้องกันผิวไหม้ได้ แต่ไม่ป้องกันมะเร็งผิวหนังหรือผิวแก่กว่าวัย

เลือกครีมกันแดดที่กันน้ำได้ (Water Resistant) โดยครีมกันแดดชนิดนี้จะช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดระหว่างที่ว่ายน้ำหรือเหงื่อออกได้นานประมาณ 40-80 นาที ผู้ใช้ควรทาครีมกันแดดซ้ำอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น

เด็ก และผู้ที่มีปัญหาผิวหนังหรือเกิดอาการแพ้อื่น ๆ ควรเลือกครีมกันแดดหรือผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่ผสมไททาเนียมไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) หรือซิงก์ออกไซด์ (Zinc Oxide) ซึ่งทำให้เกิดการระคายเคืองได้น้อย เลี่ยงใช้ครีมกันแดดที่ผสมกรดพาราอะมิโนเบนโซอิก (Para-Aminobenzoic Acid: PABA) หรือกรดพาบา หรือผสมเบนโซฟีโนน (Benzephenones) เช่น ไดออกซิเบนโซน (Dioxybenzone) ออกซิเบนโซน (Oxybenzone) หรือซอลลิเบนโซน(Sulisobenzone) รวมทั้งครีมกันแดดที่ผสมแอลกอฮอล์ น้ำหอม และวัตถุกันเสีย

 


ข้อเสียและข้อควรระวังในการใช้กันแดด 

การใช้ครีมกันแดดหรือผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

 

1. ข้อดีของครีมกันแดด 

  ● ครีมกันแดดช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวีเอและรังสียูวีบี ผู้ใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอจะได้รับประโยชน์ดังกล่าว ซึ่งช่วย:

  ● ป้องกันความเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังได้ง่าย

  ● ปกป้องผิวไม่ให้ถูกแสงแดดเผาหรือทำลาย

  ● ช่วยไม่ให้ผิวแก่ก่อนวัย ส่งผลให้ไม่เกิดจุดด่างดำหรือฝ้าบนใบหน้าและผิวหนังส่วนอื่น

 

2. ข้อเสียของครีมกันแดด

  ● ผู้ใช้ครีมกันแดดอาจได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ครีม ดังนี้

  ● ลดการผลิตวิตามินดีของผิวหนัง ผู้ใช้ครีมกันแดดอาจรับประทานอาหารที่มีวิตามินดีหรือวิตามินเสริม เพื่อเสริมสร้างวิตามินดีให้ร่างกายอย่างเพียงพอ

  ● มีคราบครีมกันแดดติดตามเสื้อผ้า เนื่องจากครีมกันแดดหรือผลิตภัณฑ์กันแดดบางตัวผสมกรดอะมิโนเบนโซอิก หรือกรดพาราอะมิโนเบนโซอิก

  ● ผิวแพ้ง่ายขึ้น เกิดการระคายเคือง หรือมีรอยแดงที่ผิว เนื่องจากครีมกันแดดมีส่วนผสมบางตัวที่ทำให้ผิวแพ้สารต่าง ๆได้ง่าย ควรล้างออกและหยุดใช้ รวมทั้งปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อเลือกใช้ครีมกันแดดหรือผลิตภัณฑ์ป้องกันแดดตัวอื่นแทน

 

   ทั้งนี้ทั้งนั้น กันแดดทุกตัวในท้องตลาดที่เขียนกันข้างผลิตภัณฑ์ ไม่สามารถปกป้องดดอย่างมีประสิทธิภาพได้ 100% ทุกตัวตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ อาจจะด้วยคุณภาพของตัวสินค้า มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ รวมถึงวิธีการผลิตในท้องตลาด ก่อนจะเลือกใช้นั้นและควรเลือกสินค้าที่มีมาตรฐานที่ดีที่สุดต่อการดูแลผิวพรรณ ซึ่งจะส่งผลและประสิทธิภาพผิวอีกด้วย

 

     

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

365wecare call365wecare Line365wecare Facebook365wecare Tiktok
วิธีสั่งซื้อสินค้า|เงื่อนไขการคืนสินค้า| ฝ่ายบริการลูกค้า 080-365-3696
ติดตามเราได้ที่  

หน้าหลัก

แบรนด์

shopping_cart
0

ตะกร้าสินค้า

โปรโมชั่น

บทความน่ารู้