365WECARE

อุปกรณ์สวนล้างลำไส้: ข้อมูลพื้นฐานที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

อุปกรณ์สวนล้างลำไส้ เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการทำความสะอาดลำไส้ใหญ่ด้วยน้ำหรือสารละลายตามแนวทางการดูแลสุขภาพบางรูปแบบ ผู้ที่ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ชนิดนี้มักต้องการทราบว่ามีแบบใดบ้าง ใช้งานอย่างไร และควรพิจารณาปัจจัยใดก่อนเลือกใช้ บทความนี้สรุปข้อมูลเชิงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเภทอุปกรณ์ ขั้นตอนการใช้งานโดยทั่วไป และข้อควรระวังที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ 

ประเภทของอุปกรณ์สวนล้างลำไส้

ชุดสวนล้างแบบถุง (Enema Bag Kit)

  • ประกอบด้วยถุงบรรจุน้ำ สายยาง และหัวสวน

  • ใช้แรงโน้มถ่วงในการปล่อยน้ำเข้าสู่ลำไส้

  • พบได้ทั้งในรูปแบบใช้ที่บ้านและสถานพยาบาล

ชุดสวนล้างแบบถัง (Enema Bucket Set)

 

  • ลักษณะคล้ายแบบถุง แต่ใช้ถังแขวนแทน

  • วัสดุอาจเป็นสเตนเลสหรือพลาสติกเกรดทางการแพทย์

เครื่องสวนล้างลำไส้ระบบปิด (Colon Hydrotherapy Machine)

 

  • ใช้ในคลินิกหรือสถานบริการเฉพาะทาง

  • ควบคุมแรงดันและปริมาณน้ำได้แม่นยำ

  • มีระบบกรองและควบคุมอุณหภูมิ

ขั้นตอนการใช้งานโดยทั่วไป

หมายเหตุ: ขั้นตอนอาจแตกต่างกันตามประเภทอุปกรณ์และคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

  1. เตรียมน้ำสะอาดในอุณหภูมิที่เหมาะสม

  2. ประกอบอุปกรณ์ให้ครบถ้วน ตรวจสอบการรั่วซึม

  3. จัดท่าทางให้เหมาะสมตามคำแนะนำ

  4. ปล่อยน้ำเข้าสู่ลำไส้อย่างช้า ๆ

  5. รอระยะเวลาตามคำแนะนำก่อนขับถ่าย

 

การปฏิบัติตามคู่มือของผู้ผลิตและคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์เป็นสิ่งสำคัญ

ข้อดีและข้อจำกัดของการสวนล้างลำไส้

ข้อดี

  • อาจใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมลำไส้ก่อนการตรวจหรือหัตถการบางประเภท

  • ช่วยให้ลำไส้ว่างชั่วคราวตามวัตถุประสงค์ทางการแพทย์

ข้อจำกัดและความเสี่ยงที่ควรทราบ

  • อาจเกิดอาการปวดเกร็งท้องหรือไม่สบายท้อง

  • การใช้งานไม่ถูกวิธีอาจทำให้เกิดการระคายเคือง

  • การใช้บ่อยครั้งโดยไม่มีคำแนะนำทางการแพทย์อาจส่งผลต่อสมดุลของร่างกาย

การพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้งานเป็นสิ่งสำคัญ

ข้อควรพิจารณาก่อนเลือกอุปกรณ์

 

  • มาตรฐานวัสดุ: ควรเป็นวัสดุที่เหมาะสมต่อการใช้งานภายในร่างกาย

  • ระบบควบคุมแรงดันน้ำ: ลดความเสี่ยงจากแรงดันที่ไม่เหมาะสม

  • การทำความสะอาดและการเก็บรักษา: ควรล้างและทำให้แห้งทุกครั้งหลังใช้งาน

  • คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้งาน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับลำไส้

กลุ่มบุคคลที่ควรระมัดระวัง

  • ผู้ที่มีโรคลำไส้อักเสบ

  • ผู้ที่เพิ่งผ่าตัดบริเวณช่องท้อง

  • หญิงตั้งครรภ์

  • ผู้ที่มีภาวะเลือดออกทางเดินอาหาร 

หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้องรุนแรง เลือดออก หรือเวียนศีรษะ ควรหยุดใช้งานและพบแพทย์ทันที

 ประโยชน์ของการสวนล้างลำไส้

ประโยชน์หลักของการสวนล้างลำไส้ในบริบททางการแพทย์ ได้แก่

  1. การเตรียมความพร้อมก่อนการตรวจทางเดินอาหาร
    เช่น การตรวจบางประเภทที่ต้องการให้ลำไส้สะอาด

  2. การจัดการภาวะท้องผูกเฉียบพลันบางกรณี
    ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

อย่างไรก็ตาม การใช้งานควรมีวัตถุประสงค์ชัดเจนและอยู่ภายใต้คำแนะนำที่เหมาะสม

สรุป

อุปกรณ์สวนล้างลำไส้มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ชุดพื้นฐานสำหรับใช้ที่บ้านไปจนถึงเครื่องระบบปิดในสถานบริการเฉพาะทาง การเลือกใช้อุปกรณ์ควรพิจารณาความเหมาะสม ความปลอดภัย และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างรอบคอบและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

 
 

 

อุปกรณ์สวนล้างลำไส้ คือการใช้อุปกรณ์ใส่น้ำหรือสารบางอย่าง เช่น น้ำเกลือ (NSS) บีบสวนเข้าทางทวารหนักเพื่อให้น้ำเข้าไปกวาดเอาสิ่งสกปรก แล้วขับออกมาทางอุจจาระ (ลักษณะคล้ายการเร่งถ่าย) เป็นการกำจัดสารพิษ สิ่งสกปรก ที่ตกค้างในร่างกายออกมา จริงๆ  ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก อุจจาระไม่ออก  บรรเทาอาการลำไส้แปรปรวน (Irritable bowel syndrome) ท้องผูกสลับกับท้องเสีย  อาจมีส่วนช่วยให้น้ำหนักลดลงชั่วคราว เพราะถ่ายของเสียออกมา และอาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ เพราะของเสียที่ตกค้างเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งได้

ปัจจุบันการ ดีท็อกซ์ หรือ ล้างลำไส้ ด้วยกันอยู่ 2 วิธีคือ

1. ดีท็อกระดับล่าง เป็นการสวนลำไส้ในช่วง 30 เซนติเมตร ของลำไส้ โดยใช้น้ำผสมกับกาแฟหรือสมุนไพรอย่าง ยี่หร่า กานพลู น้ำมะนาว น้ำส้มมะขาม การดีท็อกซ์ระดับล่างนี้สามารถทำด้วยตัวเองได้ที่บ้าน

2. ดีท็อกซ์ระดับบน เป็นการสวนล้างลำไส้ใหญ่ความยาว 150 เซนติเมตร โดยใช้น้ำอุ่นประมาณ 25 ลิตร การดีท็อกซ์แบบนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์ที่เรียกว่าเครื่องล้างลำไส้ colonic การดีท็อกซ์ลําไส้ระดับบนจำเป็นต้องทำที่สถานพยาบาลที่มีเครื่องล้างลำไส้เท่านั้น เพราะจะต้องมีการควบคุมอุณหภูมิ แรงดันและปริมาณของน้ำ โดยแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะทาง การดีท็อกซ์ลําไส้ระดับบนจะสามารถทำความสะอาดคราบตะกรันได้ดีกว่าการดีท็อกซ์ระดับล่างเนื่องจากน้ำยาจะถูกเครื่องล้างลำไส้ส่งผ่านอย่างต่อเนื่อง ผู้ถูกสวนล้างลำไส้สามารถขับถ่ายได้ตลอดเวลาในขณะเดียวกันแพทย์จะทำการนวดหน้าท้องเพื่อให้คราบตะกรันที่จับอยู่ในลำไส้หรือเศษอุจจาระที่ติดอยู่ตามผนังลำไส้อ่อนตัว และไหลออกมา

หลังจากการทำ Detox แล้วอาจจะมีอาการปวดถ่ายต่อเนื่อง 1-2 ครั้งในวันเดียวกัน เนื่องจากน้ำยาที่ยังคงเหลืออยู่ในลำไส้ บางคนอาจมีอาการท้องผูกเนื่องจากการบีบตัวของลำไส้ช้าลง หลังจากนั้นไม่นานจะกลับสู่สภาวะปกติสามารถขับถ่ายได้สะดวกมากขึ้นและปริมาณมากขึ้น

การดีท็อกลำไส้นอกจากจะเป็นการขจัดสารพิษออกจากร่างกายขจัดคราบตะกันกับอาหารสิ่งสกปรกที่อยู่ในลำไส้ออกไป ยังจะทำให้เรารู้สึกโล่งสบายไม่แน่นท้องก็ปี้กระเป๋าและยังช่วยทำให้ลำไส้ใหญ่ทำงานให้ดีทำงานได้ดีมากขึ้นสามารถตีเป็นจังหวะตามปกติที่ควรจะส่งผลให้ผลักดันของเสียออกจากร่างกายได้เร็วไม่ตกค้างทำให้การดูดซึมสารอาหารจำพวกวิตามินและเกลือแร่กลับสู่ร่างกายได้สะดวกขึ้นและทำให้แบคทีเรียชนิดดีเพิ่มจำนวนเพิ่มมากขึ้นซึ่งจะช่วยควบคุมปริมาณแบคทีเรียชนิดไม่ดีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

โดยปกติแล้วหากเรามีสุขภาพปกติการดีท็อกซ์เป็นเพียงช่วยเสริมสุขภาพ จึงควรทำ 3 ครั้งต่อเดือนหรือปี 1 2-3 ครั้งก็ได้แต่ถ้าคุณมีอาการท้องผูกคุณควร ทำ3 เดือนครั้งแต่หากมีอาการท้องผูกเรื้อรังควรทำเดือนละ 1 ครั้งจนกว่าอาการท้องผุจะดีขึ้น

สำหรับการทำดีท็อกซ์สามารถทำได้กับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปรวมทั้งผู้สูงอายุ แต่อย่างไรก็ตามการทําดีท๊อกมีข้อห้ามสำหรับบุคคลที่มีอาการดังต่อไปนี้ตั้งครรภ์ภาวะไตวายภาวะเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติโรคความดันโลหิตโรคหัวใจขาดเลือดเส้นเลือดโป่งพองภาวะโลหิตจางมีภาวะลำไส้อุดตันมีเลือดออกจางทางทวารหนักก่อนทำสามวันเพิ่งผ่านการผ่าตัดช่องคลอดช่องท้องไม่เกิน 6 สัปดาห์ผ่าตัดริดสีดวงผ่าตัดลำไส้ใหญ่มะเร็ง

อุปกรณ์ในชุดประกอบด้วย  อุปกรณ์สวนล้างลำไส้ /ชุดสวนล้างสารพิษ
-ถุงดีท๊อกซ์พร้อมสาย 1 ชุด

-กาแฟดีท๊อกซ์ 

-กระดาษซับน้ำรองกันเปื้อน 1 แผ่น

-เจลหล่อลื่นดีท๊อกซ์ 1ซอง

ประโยชน์ของการดีท็อกซ์

การดีท็อกซ์ด้วยการสวนล้างลำไส้ มีประโยชน์ที่อาจเป็นไปได้ดังนี้

  • ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก อุจจาระไม่ออก
  • ช่วยบรรเทาอาการลำไส้แปรปรวน (Irritable bowel syndrome) ท้องผูกสลับกับท้องเสีย
  • อาจมีส่วนช่วยให้น้ำหนักลดลงชั่วคราว เพราะถ่ายของเสียออกมา
  • อาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ เพราะของเสียที่ตกค้างเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งได้
  • อาจมีส่วนช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น เนื่องจากลำไส้ดูดซึมได้ดีขึ้น รู้สึกมีพลังงานมากขึ้น

เราสามารถทำดีท็อกลำไส้ได้เองที่บ้านด้วยสูตรง่ายๆ

  • น้ำมะนาวและน้ำอุ่นใช้น้ำมะนาวครึ่งลูกใส่ลงในน้ำอุ่น 1 แก้วดื่มหลังตื่นนอนก่อนอาหารเช้าเป็นประจำทุกวันเมื่อทำครบ 21 วันสุขภาพจะดีขึ้นทั้งภายในและภายนอกจนเราสัมผัสได้

    นมสดและกล้วยน้ำว้านมสดรสจืด 2 กล่องรับประทานพร้อมกล้วยน้ำว้า 2 ลูกหรือปั่นรวมกันดื่มตอนท้องว่างหลังจากตื่นนอนช่วงเวลาก่อน 7 โมงเช้าเป็นการช่วยกระตุ้นการขับถ่ายทำติดต่อกัน 3 วันจะช่วยให้ขับถ่ายเป็นเวลามากขึ้น

    น้ำอุ่นและเม็ดแมงลักแช่น้ำอุ่นแช่ไว้ประมาณ 30 นาทีให้เม็ดแมงลักพองตัวเต็มที่ดื่มก่อนเข้านอน 1-2 ชั่วโมง ดื่มทุกวันหรือสัปดาห์ละ 3-4 วันเม็ดแมงลักจะช่วยกระตุ้นประสาทรอบรอบนำไส้ให้รู้สึกอยากขับถ่ายและดูดซึมไขมันเลวให้ออกมาพร้อมกับอุจจาระ

    ดีท็อกซ์ เป็นการขับสารพิษจากร่างกายทำให้ร่างกายกลับสู่สมดุลรวมทั้งทำให้ระบบการทำงานต่างๆภายในร่างกายดีขึ้น สามารถไปทำได้ที่สถานพยาบาลหรือสามารถทำเองที่บ้านอยากใช้วิธีไหนลองทำดูนะคะเผื่อสุขภาพจะได้ดีขึ้น

ควรดีท็อกซ์สวนล้างลำไส้บ่อยแค่ไหน

         โดยปกติร่างกายมีกลไกการกำจัดสารพิษและสิ่งสกปรกออกได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว   แพทย์จะสวนล้างลำไส้ในกรณีที่เห็นสมควรเท่านั้น เช่น ผู้ที่มีปัญหาท้องผูกอย่างหนัก ผู้ที่กำลังจะรับการผ่าตัดบางชนิด ผู้ที่กำลังจะรับการเอกซเรย์ลำไส้ (และกลัวอุจจาระบังภาพ)

ดังนั้น การดีท็อกซ์สวนล้างลำไส้ ควรทำเฉพาะเวลาที่มีปัญหาอันสมควรเท่านั้น หรือเลือกทำด้วยวิธีธรรมชาติ เช่น ดื่มน้ำมากๆ กินผักผลไม้สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงอาหารย่อยยาก

อันตรายจากการดีท็อกซ์ลำไส้

1. ผู้ที่ทำการดีท็อกซ์ อาจใช้อุปกรณ์ และวิธีการสวนทวารที่ไม่ถูกต้อง ไม่ได้ศึกษาวิธีการทำอย่างละเอียดจากแพทย์ จนทำให้เกิดบาดแผลที่รูทวาร หรือเกิดการติดเชื้อได้

2. การสวนทวารเองโดยไม่มีความจำเป็นบ่อยๆ อาจทำให้ระบบขับถ่ายในร่างกายไม่สามารถทำงานได้เองอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องพึ่งการสวนทวารเพื่อการขับถ่ายแต่เพียงอย่างเดียว ทำให้ร่างกายไม่สามารถขับถ่ายได้เองอีกต่อไป

  • 3. การดีท็อกซ์บ่อยๆ ร่างกายอาจสูญเสียน้ำมากเกินไป จนอาจเสี่ยงต่ออาการช็อค และเสียชีวิตในเวลาต่อมาได้

    4. การดีท็อกซ์ลำไส้บ่อยๆ จนเกินความจำเป็น เป็นการลดปริมาณแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ออกไปด้วย ซึ่งหากร่างกายขาดแบคทีเรียกลุ่มดีที่อยู่ในลำไส้ ก็จะส่งผลร้ายต่อร่างกายในหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องระบบการย่อยอาหาร และระบบภูมิคุ้มกันเชื้อโรค ที่ทำให้ร่างกายป้องกันเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ดีจากอาหารการกินได้น้อยลง

    5. นอกจากการสวนทวารเพื่อดีท๊อกซ์ลำไส้จะไม่ได้ช่วยในเรื่องของการขับล้างสารพิษ ตัวการก่อโรคต่างๆ ออกจากร่างกายแล้ว คนที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคที่เกี่ยวกับลำไส้ ความดันโลหิตสูง เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยช่องท้องอักเสบ และผู้ที่มีร่างกายอ่อนเพลียอยู่แล้ว ไม่ควรดีท็อกซ์ลำไส้ด้วยวิธีสวนทวารเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

     

                 การดีท็อกซ์ลำไส้ที่ปลอดภัย มาจากการทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทานผัก ผลไม้ ธัญพืช ที่มีกากใยอาหารตามธรรมชาติ ดื่มน้ำมากๆ ทานโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยว เพื่อช่วยเพิ่มแลคทีเรียที่ช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย หรือจะลองสูตรน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นทาน 2-3 อึกทุกเช้าก็ได้

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

365wecare call365wecare Line365wecare Facebook365wecare Tiktok
วิธีสั่งซื้อสินค้า|เงื่อนไขการคืนสินค้า| ฝ่ายบริการลูกค้า 080-365-3696
ติดตามเราได้ที่  

หน้าหลัก

แบรนด์

shopping_cart
0

ตะกร้าสินค้า

โปรโมชั่น

บทความน่ารู้