365WECARE

ปวดท้อง แบบนี้ใช่ โรคกระเพาะ (อาหารอักเสบ) หรือไม่

   โรคแผลในกระเพาะอาหาร (Peptic ulcer) ได้แก่ โรคที่มีแผลขึ้นในกระเพาะอาหาร, ลำไส้เล็กส่วนต้น อาจเกิดแผลในบริเวณปลายหลอดอาหารส่วนที่อยู่ต่อกับกระเพาะอาหารร่วมด้วยได้ ทั้งนี้ เกิดจากเยื่อเมือกบุภายในทางเดินอาหารเหล่านี้ถูกทำลายโดยน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร อาการที่พบได้บ่อย คือ ปวดท้อง มักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียเอช ไพโลไร หรือการใช้ยาแก้ปวดต้านการอักเสบในกลุ่มเอ็นเสดเป็นเวลานาน เช่น แอสไพริน ไอบูโปรเฟน เป็นต้น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ หรือการรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดอาจทำให้อาการแย่ลงได้ แผลในกระเพาะอาหารพบมากในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป หากปล่อยไว้แล้วไม่ได้รับการรักษาจะทำให้อาการรุนแรงขึ้น และเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้  

อาการของโรคแผลในการะเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น ⚡

   อาการที่สำคัญของโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น คือ ปวดท้องบริเวณยอดอกหรือบริเวณใต้ลิ้นปี่ มักปวดเมื่อหิว หรือหลังรับประทานอาหารแล้วประมาณ 2-5 ชั่วโมง อาจตื่นกลางคืนเนื่องจากอาการปวดท้อง ซึ่งอาการปวดท้องนี้จะดีขึ้นเมื่อรับประทานอาหาร หรือรับประทานยาเคลือบกระเพาะ หรือยาลดกรด 

   ส่วนอาการอื่นๆที่พบได้ คือ คลื่นไส้ อาจมีอาเจียนบางครั้ง เบื่ออาหาร ผอมลง อาเจียนเป็นเลือด หรือ มีอุจจาระเป็นสีดำเหมือนยางมะตอย มีอาการท้องเฟ้อ อิ่มง่าย จุกหน้าอก แน่นท้อง เรอบ่อย อาหารไม่ย่อย และไม่มีความอยากอาหาร  

ผลแทรกซ้อนหรืออาการข้างเคียงของโรค 

   ผลข้างเคียง (ผลแทรกซ้อน) จากโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น มักเป็นภาวะที่รุนแรง และอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ โดยผลข้างเคียงที่พบได้ คือ 

  • มีเลือดออกจากแผล ส่งผลให้อาเจียนเป็นเลือด หรือ ถ่ายอุจจาระสีดำเหมือนยางมะตอย 
  •  แผลก่อให้เกิดการตีบตันของกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็ก จึงก่อให้เกิดภาวะกระเพาะอาหาร และ/หรือลำไส้เล็กอุดตัน เกิดการปวดท้องอย่างรุนแรงร่วมกับอาเจียน โดยเฉพาะภายหลังรับประทานอาหาร และดื่มน้ำ 
  •  กระเพาะอาหาร และ/หรือลำไส้ทะลุ เป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรงของช่องท้องได้  

สาเหตุของโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น

   สาเหตุที่พบบ่อยของโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ เอช ไพโลไร (H. pylori หรือ Helicobacter pylori) พบได้ประมาณ 60% ของแผลในกระเพาะอาหารทั้งหมด และเป็นประมาณ 90% ของแผลในลำไส้เล็กส่วนต้นทั้งหมด 

รู้จัก เชื้อเอช ไพโลไร (H. pylori) กันก่อน 

   “เอช ไพโลไร (H. pylori)” เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ติดต่อโดยการรับประทานอาหาร หรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อจากอุจจาระของผู้ติดเชื้อ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปฝังตัวอยู่ในเยื่อบุกระเพาะ ทำให้เกิดการอักเสบที่เยื่อบุกระเพาะ เกิดแผล และมะเร็งกระเพาะอาหารได้  

สาเหตุอื่นๆที่พบได้ คือ

 รับประทานยาต้านการอักเสบ/ยาแก้อักเสบในกลุ่มยาแก้ปวดเอ็นเสดส์ (NSAIDs, Non-steroidal anti-inflammatory drugs) ที่ใช้รักษาโรคปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อต่างๆ และโรคเกาต์ เช่น ยาแอสไพริน ยาเซเลโคซิบ(Celecoxib) ยาไดโคลฟีแนค (Diclofenac) ยาอินโดเมธาซิน (Indomethacin) และยา ไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) 

 ความเครียด 

 การสูบบุหรี่ 

 การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 

 รับประทานอาหารรสเผ็ด 

 รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา 

การรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ

   โรคกระเพาะอาหารอักเสบ สามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการดูแลรักษาที่ดี และผู้ป่วยมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของตนเอง แต่หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติท เช่น การตรวจโดยการส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร (Gastroscope: EGD) เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาอย่างถูกวิธี

   อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ผู้ป่วยควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของตนเอง ดังนี้

   1.ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและโภชนาการ ได้แก่ รับประทานอาหารตรงเวลาทุกมื้อ รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย

    2.งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

    3.งดสูบบุหรี่ เนื่องจากเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น

    4.ไม่เครียดหรือวิตกกังวล และพักผ่อนให้เพียงพอ

    5.รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งให้ถูกต้องและสม่ำเสมอ

    6.ไม่ซื้อยารับประทานเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกร

ปวดท้องแบบไหนเสี่ยงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ⚡

    1. มีอาการปวดท้องในคนอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป 

    2. เลือดออกทางเดินอาหาร (อาเจียนมีเลือดปน, ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดปน หรือถ่ายอุจาระมีสีดำ), น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

    3. ไม่ตอบสนองต่อการรักษาโดยการใช้ยาลดกรดแบบเม็ด เป็นระยะเวลา 4 - 8 สัปดาห์หลังการรักษา

    4. มีอาการเป็นๆหายๆบ่อยครั้ง, มีประวัติมะเร็งกระเพาะอาหารหรือทางเดินอาหารของญาติสายตรงลำดับหนึ่ง (ได้แก่ พ่อ, แม่, พี่, น้อง)

ผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวเบื้องต้นควรได้รับการตรวจเพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องกระเพาะอาหาร ซึ่งการส่องกล้องกระเพาะอาหารเป็นหัตถการที่ปลอดภัยและมีภาวะแทรกซ้อนน้อย ทำได้โดยการพ่นยาชาเฉพาะที่บริเวณในช่องคอ หรือยาฉีดทางหลอดเลือดดำเพื่อให้ผู้ป่วยหลับ และนำกล้องลักษณะคล้ายท่อขนาดเล็กประมาณ 1 เซนติเมตร ผ่านช่องคอ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนต้น เพื่อให้เห็นการอักเสบ แผล หรือเนื้องอก ทั้งนี้ การส่องกล้องยังสามารถบันทึกภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว, สอดที่ตัดชิ้นเนื้อขนาดเล็กผ่านทางกล้อง เพื่อนำชิ้นเนื้อมาตรวจหาเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร ส่งตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิเพื่อหามะเร็ง เป็นต้น

เปรียบเทียบกระเพาะอาหารอักเสบกับกรดไหลย้อนต่างกันอย่างไร

แม้อาการปวดท้องหรือแสบร้อนกลางอกอาจคล้ายกัน แต่โรคกระเพาะอาหารอักเสบและโรคกรดไหลย้อนมีสาเหตุและตำแหน่งการอักเสบที่แตกต่างกัน

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ / แผลในกระเพาะอาหาร

  • เกิดการอักเสบหรือมีแผลที่เยื่อบุกระเพาะอาหาร

  • สาเหตุพบบ่อย ได้แก่ การติดเชื้อ H. pylori และการใช้ยา NSAIDs

  • อาการเด่น: ปวดบริเวณลิ้นปี่ ปวดเวลาหิวหรือหลังอาหาร 2–5 ชั่วโมง

  • อาจมีอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำในรายที่รุนแรง

โรคกรดไหลย้อน

  • เกิดจากกรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นไปยังหลอดอาหาร

  • สาเหตุเกี่ยวข้องกับการทำงานผิดปกติของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง

  • อาการเด่น: แสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว จุกคอ ไอเรื้อรัง เสียงแหบ

  • มักเป็นมากหลังรับประทานอาหารหรือเมื่อนอนราบ

ความแตกต่างสำคัญ

  • กระเพาะอักเสบ = ปัญหาที่ “เยื่อบุกระเพาะอาหาร”

  • กรดไหลย้อน = ปัญหาที่ “กรดไหลขึ้นหลอดอาหาร”

ทั้งสองโรคอาจเกิดร่วมกันได้ และควรได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์หากอาการเรื้อรัง

ยาลดกรดทำงานอย่างไรในกระเพาะอาหาร

ยาลดกรดมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาอาการปวดและช่วยให้แผลในกระเพาะสมานตัว

กลไกการทำงานหลัก

1. ยาลดกรด (Antacids)

  • ทำหน้าที่สะเทินกรดในกระเพาะโดยตรง

  • ออกฤทธิ์เร็ว บรรเทาอาการชั่วคราว

2. ยากลุ่มยับยั้งการหลั่งกรด

  • เช่น ยากลุ่ม Proton Pump Inhibitors (PPIs)

  • ลดการสร้างกรดจากเซลล์กระเพาะอาหาร

  • ช่วยให้แผลมีโอกาสสมานตัวดีขึ้น

3. ยากลุ่ม H2-receptor antagonists

  • ลดการกระตุ้นการหลั่งกรดจากฮีสตามีน

  • ใช้ในผู้ป่วยบางรายตามดุลยพินิจแพทย์

การใช้ยาควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรใช้ต่อเนื่องเองเป็นเวลานานโดยไม่ตรวจหาสาเหตุ

 กระเพาะอาหารอักเสบห้ามกินอะไร

การปรับพฤติกรรมการกินมีส่วนช่วยลดการระคายเคืองและลดโอกาสกำเริบ

อาหารและเครื่องดื่มที่ควรหลีกเลี่ยง

  • อาหารรสจัด โดยเฉพาะเผ็ดจัด

  • อาหารมันจัด หรือทอดน้ำมันมาก

  • อาหารหมักดอง

  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  • เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชาเข้ม

  • น้ำอัดลม

  • อาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการแน่นท้องหรือระคายเคืองเฉพาะบุคคล

แนวทางการรับประทานที่เหมาะสม

  • รับประทานอาหารตรงเวลา

  • แบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ

  • เลือกอาหารย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม ผักต้ม เนื้อไม่ติดมัน

  • เคี้ยวอาหารให้ละเอียด

การควบคุมอาหารร่วมกับการใช้ยาอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความรุนแรงของอาการและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

เอกสารอ้างอิง 

• ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร. คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล. [Internet]. เข้าถึงได้จาก: 

https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_files/359_1.pdf 

• POBPAD. โรคกระเพาะอาหารอักเสบ. [Internet]. เข้าถึงได้จาก: https://www.pobpad.com/โรคกระเพาะ

อาหารอักเสบ 

• นายแพทย์พิสัย แก้วรุ่งเรือง. โรงพยาบาลศิศรินทร์. [Internet]. เข้าถึงได้จาก: 

https://www.sikarin.com/content/detail/ปวดท้องแบบนี้ใช่โรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือไม่ 

 
 
 
 
 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

365wecare call365wecare Line365wecare Facebook365wecare Tiktok
วิธีสั่งซื้อสินค้า|เงื่อนไขการคืนสินค้า| ฝ่ายบริการลูกค้า 080-365-3696
ติดตามเราได้ที่  

หน้าหลัก

แบรนด์

shopping_cart
0

ตะกร้าสินค้า

โปรโมชั่น

บทความน่ารู้