365WECARE

ถังออกซิเจนคืออะไร 

ถังออกซิเจน คือภาชนะที่ออกแบบมาเพื่อบรรจุก๊าซออกซิเจนภายใต้ความดันสูง ผลิตจากวัสดุที่มีความแข็งแรง เช่น เหล็กหรืออลูมิเนียม เพื่อรองรับแรงดันภายในถัง โดยมักใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ควบคุมแรงดัน (Regulator) และอุปกรณ์ให้ออกซิเจน เช่น สายให้ออกซิเจนหรือหน้ากาก

ประเภทของถังออกซิเจน

  • ถังออกซิเจนทางการแพทย์ ใช้ในโรงพยาบาล คลินิก หรือดูแลผู้ป่วยที่บ้าน

  • ถังออกซิเจนอุตสาหกรรม ใช้ในงานเชื่อม โลหะ หรืองานช่างเฉพาะทาง

  • ถังออกซิเจนแบบพกพา ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา เหมาะสำหรับการเคลื่อนย้าย

ขนาดที่พบบ่อย

  • ขนาดเล็ก (ประมาณ 0.5–1.5 คิว)

  • ขนาดกลาง (ประมาณ 2–3 คิว)

  • ขนาดใหญ่ (6 คิวขึ้นไป)

 

การเลือกขนาดขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งาน ความถี่ในการใช้งาน และคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ (กรณีใช้ดูแลผู้ป่วย)

อุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับถังออกซิเจน

  • เกจวัดแรงดัน (Pressure Gauge)

  • ตัวปรับแรงดัน (Regulator)

  • กระบอกทำความชื้น (Humidifier Bottle)

  • สายให้ออกซิเจนหรือหน้ากาก

การติดตั้งควรทำตามคู่มืออุปกรณ์ และตรวจสอบการรั่วซึมก่อนใช้งานทุกครั้ง

ข้อควรระวังในการใช้งาน

  • หลีกเลี่ยงการวางใกล้เปลวไฟหรือความร้อนสูง

  • ไม่กระแทกหรือทำให้ถังล้ม

  • จัดเก็บในพื้นที่อากาศถ่ายเท

  • ปิดวาล์วทุกครั้งหลังใช้งาน

  • ตรวจสอบวันทดสอบแรงดันถังก่อนใช้งาน

การใช้งานควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะในกรณีดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ

หมายเหตุสำคัญ

  • ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

  • โปรดอ่านคำเตือนในฉลากก่อนใช้งาน

เปรียบเทียบถังออกซิเจนกับเครื่องผลิตออกซิเจน

การเลือกใช้งานระหว่างถังออกซิเจนและเครื่องผลิตออกซิเจน ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและความจำเป็นของผู้ป่วย

ถังออกซิเจน

  • บรรจุออกซิเจนสำเร็จรูปภายใต้ความดันสูง

  • ใช้งานได้ทันที ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า

  • เหมาะสำหรับกรณีฉุกเฉิน หรือสำรองไฟดับ

  • ต้องเติมก๊าซใหม่เมื่อหมด

  • มีข้อจำกัดเรื่องน้ำหนักและการขนย้าย (โดยเฉพาะถังขนาดใหญ่)

เครื่องผลิตออกซิเจน

  • ผลิตออกซิเจนจากอากาศภายนอกด้วยระบบกรอง

  • ต้องใช้ไฟฟ้าในการทำงาน

  • เหมาะกับการใช้งานต่อเนื่องระยะยาวที่บ้าน

  • ไม่ต้องเติมก๊าซ แต่ต้องดูแลรักษาเครื่อง

  • มีทั้งแบบตั้งพื้นและแบบพกพา

สรุป: หากต้องการใช้งานต่อเนื่องทุกวัน เครื่องผลิตออกซิเจนอาจเหมาะสมกว่า แต่ในกรณีฉุกเฉินหรือพื้นที่ไฟฟ้าไม่เสถียร ถังออกซิเจนยังคงมีความจำเป็น

การดูแลผู้ป่วยที่ต้องใช้ออกซิเจน

การให้ออกซิเจนควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ โดยมีหลักการดูแลดังนี้

การตั้งค่าอัตราการไหล (Flow Rate)

  • ปรับตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น

  • ไม่ควรเพิ่มหรือลดเองโดยไม่มีคำแนะนำ

การสังเกตอาการผู้ป่วย

  • ดูสีผิว ปลายมือ ปลายเท้า

  • สังเกตอาการเหนื่อย หายใจเร็ว หรือหายใจลำบาก

  • หากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์

การดูแลอุปกรณ์

  • ทำความสะอาดสายและหน้ากากสม่ำเสมอ

  • เปลี่ยนน้ำในกระบอกทำความชื้นทุกวัน (หากใช้)

  • ตรวจสอบระดับแรงดันในถังอย่างสม่ำเสมอ

ความปลอดภัยภายในบ้าน

  • ห้ามสูบบุหรี่ใกล้ผู้ป่วย

  • หลีกเลี่ยงการใช้ใกล้เตาแก๊สหรือเทียน

  • จัดวางถังในตำแหน่งมั่นคง ไม่ล้มง่าย

การดูแลที่เหมาะสมจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนอย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ

 
 
 

      การให้ออกซิเจนจากถัง (Oxygen Cylinders) แพทย์จะให้ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องการออกซิเจนในช่วงระยะเวลาอันสั้น เพื่อบรรเทาอาการหายใจไม่ออกจากการเจ็บป่วย โดยผู้ป่วยจะได้รับออกซิเจนจากหน้ากากหรือผ่านทางท่อสายยาง และระหว่างที่ใช้จะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และจะหยุดให้ออกซิเจนเมื่อพบว่าออกซิเจนในเลือดกลับสู่ระดับปกติ
เครื่องให้ออกซิเจนแบบพกพา (Portable Oxygen) ช่วยให้ผู้ป่วยเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก แต่จำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ว่าจะสามารถใช้ได้หรือไม่ เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่หรือมีภาวะหัวใจล้มเหลว แพทย์จะไม่แนะนำให้ใช้ โดยเครื่องให้ออกซิเจนชนิดนี้ให้ออกซิเจนได้ประมาณ 2 ลิตรต่อนาที หรืออาจมากกว่า และน้ำหนักของเครื่องให้ออกซิเจนแบบเต็มถังจะมีน้ำหนักประมาณ 2.3 กิโลกรัม และบรรจุออกซิเจนที่สามารถใช้ได้ประมาณ 2 ชั่วโมง

         แพทย์จะตรวจปริมาณออกซิเจนในหลอดเลือดแดง เพื่อพิจารณาว่าผู้ป่วยควรจะได้รับประโยชน์จากการบำบัดรักษาด้วยออกซิเจนหรือไม่ รวมไปถึงการใช้เครื่องวัดออกซิเจนในเลือดและชีพจร ซึ่งเป็นอีกวิธีที่ช่วยวัดระดับของออกซิเจนในเลือดได้ โดยระดับของออกซิเจนในเม็ดเลือดแดงปกติจะอยู่ระหว่าง 75-100 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งหากพบว่ามีระดับออกซิเจนในเลือดเท่ากับ 60 มิลลิเมตรปรอท หรือน้อยกว่า แสดงว่าบุคคลดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับออกซิเจนเสริมหรือออกซิเจนบำบัด
     อย่างไรก็ตาม การได้รับออกซิเจนปริมาณมากเกินไปสร้างความเสียหายให้แก่เซลล์ในปอดได้ โดยระดับของออกซิเจนในเลือดควรไม่เกิน 110 มิลลิเมตรปรอท

นอกจากนั้น บางรายอาจต้องได้รับออกซิเจนบำบัดไปตลอดชีวิต และบางรายต้องการเพียงแค่ชั่วคราวหรือจำเป็นแค่ในสถานการณ์หนึ่งเท่านั้น โดยออกซิเจนบำบัดสามารถทำได้ทั้งที่โรงพยาบาล ที่บ้าน หรือใช้ออกซิเจนแบบพกพาไปยังสถานที่ต่าง ๆ นอกบ้านได้สะดวก

ประโยชน์ของออกซิเจน

ออกซิเจนจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องประสบภาวะระดับออกซิเจนต่ำ ในรายที่มีความจำเป็นต้องใช้ ออกซิเจนจะช่วยลดอาการที่เกิดจากการขาดออกซิเจนและช่วยให้บุคคลเหล่านั้นทำกิจกรรมหรือเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น นอกจากนั้น ยังทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นและยังช่วยยืดอายุขัยให้ผู้ป่วยจำนวนมาก
ออกซิเจนช่วยลดอาการที่มาจากภาวะขาดออกซิเจน เช่น
-ปวดศีรษะ อ่อนล้า
-หายใจตื้น
-หงุดหงิด
-กระวนกระวาย
-ช่วยในการเจริญเติบโตและพัฒนาเด็กที่มีภาวะทางปอดเรื้อรัง

การระมัดระวังและความปลอดภัยในการใช้อุปกรณ์สำหรับออกซิเจน

          แม้ว่าออกซิเจนจะไม่ใช่แก๊สที่ไวไฟ แต่เป็นปัจจัยสำคัญต่อกระบวนการเผาไหม้ ดังนั้น ผู้ใช้ควรใช้อย่างระมัดระวัง ตามคำแนะนำต่อไปนี้

- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หรือระวังไม่ให้ผู้ใดสูบบุหรี่ในระหว่างที่กำลังใช้อุปกรณ์ให้ออกซิเจน
-ควรจัดวางอุปกรณ์ให้ออกซิเจนห่างจากไฟหรือแหล่งให้ความร้อน เช่น เตาแก๊ส อย่างน้อย 6 ฟุต
-อย่าใช้ของเหลวที่ติดไฟง่าย เช่น สารทำความสะอาด ทินเนอร์ หรือยาพ่นที่เป็นละอองในอากาศ ระหว่างที่ใช้อุปกรณ์ให้ออกซิเจน
-ควรจัดวาง ถังออกซิเจน ให้ตั้งตรงเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
-ควรเก็บอุปกรณ์ให้ ออกซิเจน ไว้ในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก และไม่ควรเก็บไว้ในหีบใส่ของหรือตู้เสื้อผ้าขนาดเล็ก
-ควรเตรียมเครื่องดับเพลิงไว้ให้พร้อมใช้งาน
-ติดตั้งอุปกรณ์เตือนไฟไหม้หรือตรวจจับควันไฟในบ้านและตรวจสอบว่าใช้ได้อยู่เสมอ  อาจแจ้งให้หน่วยดับเพลิงในพื้นที่ทราบว่าตนเองมีอุปกรณ์ให้ออกซิเจน

-ไม่ควรวางถังออกซิเจนในที่ที่มีความร้อนสูงหรือมีวัตถุไวไฟอาจเป็นอันตรายได้

-ไม่ควรสูบบุหรี่ขณะให้ออกซิเจนหรือสูบบุหรี่ใกล้ถังออกซิเจน

-ควรวางถังในพื้นที่ราบเรียบป้องกันการตกกระแทก

-ควรทำความสะอาดข้อต่อระหว่างถังและตัวเกจ์ออกซิเจนเป็นประจำ

-ควรทำความสะอาดกระปุกน้ำและอุปกรณ์ต่างๆเป็นประจำ

-สังเกตแรงดันของตัวเครื่องทุกครั้งหลังการใช้งานเพื่อป้องกันออกซิเจนหมดในเวลาฉุกเฉิน

ชุดให้ออกซิเจน สำหรับผู้ป่วย ประกอบด้วย

  • ถังอ๊อกซิเจน
  • รถเข็นถังอ๊อกซิเจน
  • สายแคนนูล่า หรือ สายเสียบจมูก

รู้ก่อนใช้ถังออกซิเจน

  • ก๊าซออกซิเจนโดยตัวเองไม่ติดไฟ แต่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการลุกไหม้ที่รวดเร็วและรุนแรง
  • ก๊าซออกซิเจนทางการแพทย์ต้องบรรจุในถังสีเขียว ที่มีสัญลักษณ์ มอก.540-2555 เท่านั้น
  • ห้ามใช้ถังที่เป็นสนิม
  • ข้อต่อตรงถังต้อใช้เกลียวนอกมาตรฐาน CGA 540 เท่านั้น
  • หัวอุปกรณ์ปรับลดแรงดัน ต้องใช้หัวสำหรับออกซิเจนทางการแพทย์เท่านั้น
  • ควรมีถังดับเพลิงติดตั้งไว้บริเวณใกล้เคียง

ระวังตอนใช้ถังออกซิเจน

  • เวลาใช้งานให้วางถังแนวตั้งและยึดให้แน่น
  • ระวังการเคลื่อนย้ายหากล้มกระแทกอาจระเบิดได้
  • ห้ามวางถังออกซิเจนในห้องโดยสารรถเพราะถ้าเกิดการรั่วอาจจะเป็นอันตรายได้
  • ตอนใช้งานควรอยู่ห่างจากห้องครัวอย่างน้อย 5 เมตร และต้องไม่อยู่ใกล้ความร้อนหรือเปลวไฟ เช่น สูบบุหรี่ ไดร์เป่าผม เตารีดดัดผม แผ่นทำความร้อนหรือมีดโกนไฟฟ้า
  • ห้ามใช้สเปรย์ฉีด เช่น สเปรย์ปรับอากาศ หรือสเปรย์ฉีดผมใกล้ชุดจ่ายออกซิเจน เพราะละอองฝอยมีความไวไฟสูงมาก
  • ไม่ใช้ครีมและโลชั่นที่ติดไฟได้ เช่น ไอระเหยของผลิตภัณฑ์ทาถู ปริโตเลียมเจลลี่ หรือโลชั่นทามือที่มีส่วมผสมของน้ำมัน
  • ไม่ใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือขณะใช้งาน เว้นแต่จะปล่อยให้มือแห้งสนิทก่อนหยิบจับอุปกรณ์ออกซิเจน

ดูแลหลังใช้ถังออกซิเจน

  • อย่างวางถังแนวนอน ให้วางตั้ง และยึดกับที่ให้แน่น
  • อย่าเก็บในที่ปิด เช่น ตู้เสื้อผ้า และเก็บให้ห่างจากแหล่งความร้อน เปลวไฟ อย่างน้อย 1.5 เมตร
  • ติดป้ายห้ามสูบบุหรี่ และห้ามจุดไฟ
  • ปิดวาล์วให้สนิทหลังใช้และหมั่นตรวจสอบการรั่ว
  • ก่อนส่งคืน ควรฆ่าเชื้อด้วยการเช็ดผิวนอกของถังด้วยแอลกอฮอล์ 70% โดยต้องแน่ใจว่าวาล์วปิดสนิทและไม่รั่วไหล

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

365wecare call365wecare Line365wecare Facebook365wecare Tiktok
วิธีสั่งซื้อสินค้า|เงื่อนไขการคืนสินค้า| ฝ่ายบริการลูกค้า 080-365-3696
ติดตามเราได้ที่  

หน้าหลัก

แบรนด์

shopping_cart
0

ตะกร้าสินค้า

โปรโมชั่น

บทความน่ารู้